โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) คืออะไร

Hypertension

อีกหนึ่งโรคที่ไม่ติดต่อ แต่อันตรายเช่นกัน โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นภาวะที่ความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงสูงเกินค่าปกติ ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย 

หากไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในบางกรณี แต่สามารถควบคุมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด และรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ 

การป้องกันโรคนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนที่อันตรายได้ ดังนั้น การให้ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ แนวทางป้องกัน และวิธีการดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูงจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน  


โรคความดันโลหิตสูงคืออะไร  

โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่แรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติ โดยทั่วไปค่าความดันโลหิตจะแบ่งออกเป็นสองค่า ได้แก่
  
  • ค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic Pressure) ซึ่งเป็นความดันที่เกิดขึ้นเมื่อหัวใจบีบตัว  
  • ค่าความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic Pressure) ซึ่งเป็นความดันที่เกิดขึ้นเมื่อหัวใจคลายตัว  

ค่าปกติของความดันโลหิตโดยทั่วไปคือ ต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท หากความดันโลหิตสูงกว่า 130/80 มม.ปรอท ถือว่ามีความเสี่ยง และหากสูงเกิน 140/90 มม.ปรอท จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูง  

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง  

โรคความดันโลหิตสูงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่  

1. ความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary Hypertension)

เป็นประเภทที่พบมากที่สุด และมักเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มักเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น  
  • กรรมพันธุ์ หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง จะมีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น  
  • อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดจะเสื่อมสภาพ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น  
  • การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารเค็มจัด หรืออาหารแปรรูป  
  • การขาดการออกกำลังกาย ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ไม่ดี  
  • ภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น  

2. ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (Secondary Hypertension)  

เกิดจากโรคหรือภาวะทางสุขภาพบางอย่าง เช่น  
  • โรคไตเรื้อรัง  
  • โรคเบาหวาน  
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  
  • ความผิดปกติของต่อมหมวกไต  
  • ผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวดบางชนิด หรือยาแก้หวัด  


อาการของโรคความดันโลหิตสูง  

โรคนี้มักไม่มีอาการในระยะแรก จึงถูกเรียกว่า “เพชฌฆาตเงียบ” แต่หากมีอาการที่รุนแรง อาจสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้  
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง  
  • เวียนศีรษะ หรือรู้สึกหน้ามืด  
  • ใจสั่น หายใจติดขัด  
  • เลือดกำเดาไหลโดยไม่มีสาเหตุ  
  • เหนื่อยง่าย  

หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวัดความดันโลหิตและรับคำแนะนำในการรักษา  


แนวทางป้องกันโรคความดันโลหิตสูง  

1. ปรับพฤติกรรมการกิน  
  • ลดการบริโภคเกลือและอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และขนมขบเคี้ยว  
  • รับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย ผักใบเขียว อะโวคาโด  
  • เลือกอาหารที่มีไขมันดี เช่น ปลา ถั่ว และน้ำมันมะกอก  
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และลดปริมาณการบริโภคน้ำตาล  

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  
  • ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์  
  • เลือกการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน  
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักเกินไป เพราะอาจทำให้ความดันพุ่งสูงได้  

3. ควบคุมน้ำหนัก  
  • การมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง  
  • ลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย  
  • คำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เพื่อดูว่าน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่  

4. จัดการความเครียด  
  • ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือการหายใจลึก ๆ  
  • หลีกเลี่ยงความเครียดที่ไม่จำเป็น และพยายามมองโลกในแง่บวก  

5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์  
  • สารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดตีบและเพิ่มความดันโลหิต  
  • แอลกอฮอล์มีผลต่อหัวใจและความดันโลหิต หากดื่ม ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม  


แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง  

1. การใช้ยา  
  • แพทย์อาจสั่งจ่ายยาลดความดัน เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาขยายหลอดเลือด หรือยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ  
  • ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และไม่หยุดยาเอง  

2. การตรวจสุขภาพเป็นประจำ  
  • ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง หรือบ่อยขึ้นหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง  
  • หากพบว่าค่าความดันสูง ควรปรึกษาแพทย์ทันที  

3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต  
  • ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ปลอดภัย  
  • ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และลดความเครียดอย่างสม่ำเสมอ  


บทสรุป  โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ แต่สามารถป้องกันและควบคุมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก และลดความเครียดล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยง หากปฏิบัติตามแนวทางที่กล่าวมา จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้ได้

0 ความคิดเห็น